DEC2BIN (ฟังก์ชัน DEC2BIN)

บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับไวยากรณ์ของสูตรและการใช้ฟังก์ชัน DEC2BIN ใน Microsoft Excel

คำอธิบาย

แปลงตัวเลขฐานสิบไปเป็นฐานสอง

ไวยากรณ์

DEC2BIN(number, [places])

ไวยากรณ์ของฟังก์ชัน DEC2BIN มีอาร์กิวเมนต์ดังนี้

  • Number    (ต้องระบุ) คือจำนวนเต็มฐานสิบที่คุณต้องการแปลง ถ้าตัวเลขนี้เป็นค่าลบ ค่าตำแหน่งที่ถูกต้องจะถูกละไว้และ DEC2BIN จะส่งกลับตัวเลขฐานสองมีอักขระ 10 ตัว (10 บิต) ซึ่งบิตที่มีนัยสำคัญสูงสุดคือบิตเครื่องหมาย ส่วนที่เหลืออีก 9 บิตคือบิตขนาด โดยจะแสดงตัวเลขติดลบด้วยสัญกรณ์เติมเต็มฐานสอง

  • Places    (ระบุหรือไม่ก็ได้) คือจำนวนอักขระที่จะใช้ ถ้าละ Places ฟังก์ชัน DEC2BIN จะใช้จำนวนอักขระน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น Places มีประโยชน์ในการใส่ 0 (ศูนย์) นำหน้าค่าที่ส่งกลับ

ข้อสังเกต

  • ถ้า Number < -512 หรือถ้า Number > 511 ฟังก์ชัน DEC2BIN จะส่งกลับ #NUM! เป็นค่าความผิดพลาด

  • ถ้า Number ไม่ใช่ตัวเลข ฟังก์ชัน DEC2BIN จะส่งกลับ #VALUE! เป็นค่าความผิดพลาด

  • ถ้าฟังก์ชัน DEC2BIN ต้องการอักขระจำนวนมากกว่าที่ระบุใน Places จะส่งกลับ #NUM! เป็นค่าความผิดพลาด

  • ถ้า Places ไม่ใช่จำนวนเต็ม จะถูกปัดเศษทิ้ง

  • ถ้า Places ไม่ใช่ตัวเลข ฟังก์ชัน DEC2BIN จะส่งกลับ #VALUE! เป็นค่าความผิดพลาด

  • ถ้า Places เท่ากับศูนย์หรือเป็นค่าลบ ฟังก์ชัน DEC2BIN จะส่งกลับ #NUM! เป็นค่าความผิดพลาด

ตัวอย่าง

คัดลอกข้อมูลตัวอย่างในตารางต่อไปนี้ และวางในเซลล์ A1 ของเวิร์กชีต Excel ใหม่ เพื่อให้สูตรแสดงผลลัพธ์ ให้เลือกสูตร กด F2 แล้วกด Enter ถ้าต้องการ คุณสามารถปรับความกว้างของคอลัมน์เพื่อดูข้อมูลทั้งหมด

สูตร

คำอธิบาย

ผลลัพธ์

=DEC2BIN(9, 4)

แปลงเลขฐานสิบที่มีค่า 9 เป็นเลขฐานสองที่มีอักขระ 4 ตัว

1001

=DEC2BIN(-100)

แปลงเลขฐานสิบที่มีค่า -100 เป็นเลขฐานสอง

1110011100

ขยายทักษะของคุณ
สำรวจการฝึกอบรม
รับฟีเจอร์ใหม่ก่อนใคร
เข้าร่วม Office Insider

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

ขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ!

ขอขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ! เราคิดว่าอาจเป็นประโยชน์ที่จะให้คุณได้ติดต่อกับหนึ่งในตัวแทนฝ่ายสนับสนุน Office ของเรา

×