การสร้างหรือลบสูตร

สูตร คือสมการที่ใช้ทำการคำนวณค่าบนแผ่นงานของคุณ สูตรจะขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับ (=) เสมอ

คุณสามารถสร้างสูตรอย่างง่ายโดยใช้ค่าคงที่ และการคำนวณตัวดำเนินการ ตัวอย่างเช่น สูตร =5+2*3 จะทำการคูณจำนวนทั้งสองก่อนแล้วจึงบวกตัวเลขกับผลลัพธ์ โดย Microsoft Office Excel จะทำตามลำดับมาตรฐานของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ในตัวอย่างก่อนหน้านี้ การดำเนินการคูณ (2*3) จะกระทำเป็นลำดับแรก จากนั้นจะนำผลลัพธ์มาบวกเข้ากับ 5

คุณยังสามารถสร้างสูตรโดยใช้ฟังก์ชัน ตัวอย่างเช่น สูตร =SUM(A1:A2) และ SUM(A1,A2) ใช้ฟังก์ชัน SUM ทั้งคู่ในการบวกค่าในเซลล์ A1 และ A2

สูตรสามารถมีส่วนใดๆ หรือทั้งหมดต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสูตรที่คุณสร้าง

ฟังก์ชัน ฟังก์ชัน เช่น PI() ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายเท่ากับ (=) และคุณสามารถป้อนอาร์กิวเมนต์สำหรับฟังก์ชันภายในวงเล็บ โดยแต่ละฟังก์ชันจะมีไวยากรณ์อาร์กิวเมนต์เฉพาะตัว

2. การอ้างอิงเซลล์ คุณสามารถอ้างถึงข้อมูลในเซลล์แผ่นงาน โดยรวมการอ้างอิงเซลล์ในสูตร ตัวอย่างเช่น การอ้างอิงเซลล์ A2 จะส่งกลับค่าของเซลล์นั้น หรือใช้ค่านั้นในการคำนวณ

3. ค่าคงที่ คุณยังสามารถป้อนค่าคงที่ เช่น ค่าตัวเลข (เช่น 2) หรือค่าข้อความ ลงในสูตรโดยตรง

4. ตัวดำเนินการ ตัวดำเนินการคือสัญลักษณ์ที่ใช้ระบุชนิดของการคำนวณที่คุณต้องการให้สูตรนั้นทำ ตัวอย่างเช่น ตัวดำเนินการ ^ (เครื่องหมายตก) ทำการยกกำลังตัวเลขและตัวดำเนินการ * (เครื่องหมายดอกจัน) ทำการคูณตัวเลข

เมื่อต้องการให้ได้ผลลัพธ์การคำนวณที่คุณต้องการ คุณสามารถใช้ฟังก์ชันเดียว ฟังก์ชันซ้อน หรืออาร์เรย์ เพื่อคำนวณผลลัพธ์เดียวหรือหลายผลลัพธ์ โดยคุณสามารถลบสูตรใดๆ ที่คุณไม่ต้องการใช้อีกต่อไปได้

คุณต้องการทำสิ่งใด

สร้างสูตรอย่างง่ายโดยใช้ค่าคงที่และตัวดำเนินการคำนวณ

สร้างสูตรโดยใช้การอ้างอิงเซลล์และชื่อ

สร้างสูตรโดยใช้ฟังก์ชัน

สร้างสูตรโดยใช้ฟังก์ชันซ้อน

สร้างสูตรอาร์เรย์ซึ่งคำนวณผลลัพธ์เดี่ยว

สร้างสูตรอาร์เรย์ซึ่งคำนวณหลายผลลัพธ์

ลบสูตร

เรียนรู้คำแนะนำและเคล็ดลับในการสร้างสูตร

หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อสร้างสูตร

สร้างสูตรอย่างง่ายโดยใช้ค่าคงที่และตัวดำเนินการคำนวณ

  1. คลิกเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตร

  2. พิมพ์ = (เครื่องหมายเท่ากับ)

  3. เมื่อต้องการป้อนสูตร ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

    • พิมพ์ค่าคงที่และตัวดำเนินการที่คุณต้องการใช้ในการคำนวณ

ตัวอย่างสูตร

หน้าที่

=5+2

บวก 5 กับ 2

=5-2

ลบ 2 จาก 5

=5/2

หาร 5 ด้วย 2

=5*2

คูณ 5 ด้วย 2

=5^2

5 ยกกำลัง 2

  • คลิกเซลล์ที่มีค่าที่คุณต้องการใช้ในสูตร พิมพ์ตัวดำเนินการที่คุณต้องการใช้ แล้วคลิกเซลล์อื่นที่มีค่า

ตัวอย่างสูตร

หน้าที่

=A1+A2

บวกค่าในเซลล์ A1 และ A2

=A1-A2

ลบค่าในเซลล์ A2 จากค่าใน A1

=A1/A2

หารค่าในเซลล์ A1 ด้วยค่าในเซลล์ A2

=A1*A2

คูณค่าในเซลล์ A1 ด้วยค่าในเซลล์ A2

=A1^A2

ยกค่าในเซลล์ A1 จนถึงค่าเอ็กซ์โพเนนเชียลที่ระบุใน A2

  1. เคล็ดลับ   คุณสามารถป้อนค่าคงที่และตัวดำเนินการได้มากตามต้องการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การคำนวณอย่างที่คุณต้องการ

  2. กด ENTER

ด้านบนของหน้า

สร้างสูตรโดยใช้การอ้างอิงเซลล์และชื่อ

สูตรตัวอย่างที่ท้ายส่วนนี้มีการอ้างอิงสัมพัทธ์ และชื่อของเซลล์อื่น เซลล์ที่มีสูตรจะรู้จักในนามเซลล์ที่อ้างถึง เมื่อค่าของเซลล์นั้นขึ้นอยู่กับค่าของเซลล์อื่น ตัวอย่างเช่น เซลล์ B2 เป็นเซลล์ที่อ้างถึง ถ้าเซลล์นี้มีสูตร =C2

  1. คลิกเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตร

  2. ในแถบสูตร แถบสูตร พิมพ์ = (เครื่องหมายเท่ากับ)

  3. ให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

    • เมื่อต้องการสร้างการอ้างอิง ให้เลือกเซลล์ ช่วงของเซลล์ ตำแหน่งในแผ่นงานอีกแผ่นหนึ่ง หรือตำแหน่งในสมุดงานอีกเล่มหนึ่ง ลักษณะการทำงานแบบนี้เรียกว่าการเลือกบางส่วน คุณสามารถลากเส้นขอบของเซลล์ที่เลือกเพื่อย้ายส่วนที่เลือก หรือลากที่มุมของเส้นขอบเพื่อขยายส่วนที่เลือกออกไป

      1. การอ้างอิงเซลล์แรกคือ B3 ซึ่งเป็นสีฟ้า และช่วงของเซลล์จะมีเส้นขอบสีฟ้าที่มีมุมสี่เหลี่ยม

      2. การอ้างอิงเซลล์ที่สองคือ C3 ซึ่งเป็นสีเขียว และช่วงของเซลล์จะมีเส้นขอบสีเขียวที่มีมุมสี่เหลี่ยม

      หมายเหตุ   ถ้าไม่มีมุมสี่เหลี่ยมบนเส้นขอบที่มีโค้ดสี การอ้างอิงจะเป็นช่วงที่มีชื่อ

    • เมื่อต้องการป้อนการอ้างอิงกับช่วงที่มีชื่อ ให้กด F3 เลือกชื่อในกล่อง วางชื่อ แล้วคลิก ตกลง

ตัวอย่างสูตร

หน้าที่

=C2

ใช้ค่าในเซลล์ C2

=Sheet2!B2

ใช้ค่าในเซลล์ B2 บน Sheet2

=Asset-Liability

ลบค่าในเซลล์ชื่อ Liability ออกจากค่าในเซลล์ชื่อ Asset

  1. กด ENTER

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดู สร้างหรือเปลี่ยนการอ้างอิงเซลล์

ด้านบนของหน้า

สร้างสูตรโดยใช้ฟังก์ชัน

  1. คลิกเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตร

  2. เมื่อต้องการเริ่มต้นสูตรด้วยฟังก์ชัน ให้คลิก แทรกฟังก์ชัน บนแถบสูตร แถบสูตร

  3. เลือกฟังก์ชันที่คุณต้องการจะใช้งาน

    คุณสามารถป้อนคำถามซึ่งอธิบายสิ่งที่คุณต้องการทำในกล่อง ค้นหาฟังก์ชัน (ตัวอย่างเช่น "เพิ่มตัวเลข" จะส่งกลับฟังก์ชัน SUM) หรือเรียกดูจากประเภทในกล่อง หรือเลือกประเภท

    เคล็ดลับ   สำหรับรายการฟังก์ชันที่พร้อมใช้งาน ให้ดู รายการฟังก์ชันแผ่นงาน (ตามประเภท)

  4. ป้อนอาร์กิวเมนต์

    เคล็ดลับ   เมื่อต้องการป้อนการอ้างอิงเซลล์เป็นอาร์กิวเมนต์ ให้คลิก ยุบกล่องโต้ตอบ รูปปุ่ม(ซึ่งจะซ่อนกล่องโต้ตอบไว้ชั่วคราว) เลือกเซลล์ในแผ่นงาน แล้วกด ขยายกล่องโต้ตอบ รูปปุ่ม

ตัวอย่างสูตร

หน้าที่

=SUM(A:A)

บวกตัวเลขทั้งหมดในคอลัมน์ A

=AVERAGE(A1:B4)

เฉลี่ยตัวเลขทั้งหมดในช่วงข้อมูล

  1. หลังจากคุณป้อนสูตรเสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้กด ENTER

เคล็ดลับ    เมื่อต้องการสรุปค่าอย่างรวดเร็ว คุณสามารถใช้ ผลรวมอัตโนมัติ ได้เช่นกัน บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม การแก้ไข ให้คลิก ผลรวมอัตโนมัติ แล้วคลิกฟังก์ชันที่คุณต้องการ

ด้านบนของหน้า

สร้างสูตรโดยใช้ฟังก์ชันซ้อน

ฟังก์ชันซ้อนใช้ฟังก์ชันเป็นอาร์กิวเมนต์หนึ่งของฟังก์ชันอื่น คุณสามารถซ้อนฟังก์ชันได้มากถึง 64 ระดับ สูตรต่อไปนี้จะรวมผลบวกของชุดตัวเลข (G2:G5) ก็ต่อเมื่อค่าเฉลี่ยของตัวเลขอีกชุดหนึ่ง (F2:F5) สูงกว่า 50 มิฉะนั้นจะให้ผลลัพธ์เป็น 0

1. ฟังก์ชัน AVERAGE และ SUM จะซ้อนกันภายในฟังก์ชัน IF

  1. คลิกเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตร

  2. เมื่อต้องการเริ่มสูตรด้วยฟังก์ชัน ให้คลิก ตัวช่วยสร้างฟังก์ชัน บนแถบสูตร แถบสูตร

  3. เลือกฟังก์ชันที่คุณต้องการจะใช้งาน

    คุณสามารถป้อนคำถามซึ่งอธิบายสิ่งที่คุณต้องการทำในกล่อง ค้นหาฟังก์ชัน (ตัวอย่างเช่น "เพิ่มตัวเลข" จะส่งกลับฟังก์ชัน SUM ) หรือเรียกดูจากประเภทในกล่อง หรือเลือกประเภท

    เคล็ดลับ   สำหรับรายการฟังก์ชันที่พร้อมใช้งาน ให้ดู รายการฟังก์ชันแผ่นงาน (ตามประเภท)

  4. เมื่อต้องการป้อนอาร์กิวเมนต์ ให้ทำอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อไปนี้

    • เมื่อต้องการป้อนการอ้างอิงเซลล์เป็นอาร์กิวเมนต์ ให้คลิก ยุบกล่องโต้ตอบ รูปปุ่มถัดจากอาร์กิวเมนต์ที่คุณต้องการ (จะซ่อนกล่องโต้ตอบชั่วคราว) เลือกเซลล์ในแผ่นงาน แล้วกด ขยายกล่องโต้ตอบ รูปปุ่ม

    • เมื่อต้องการป้อนฟังก์ชันอื่นเป็นอาร์กิวเมนต์ ให้ป้อนฟังก์ชันในกล่องอาร์กิวเมนต์ที่คุณต้องการ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเพิ่ม SUM(G2:G5) ในกล่องแก้ไข Value_if_true ของฟังก์ชัน IF

    • ส่วนของสูตรที่แสดงในกล่องโต้ตอบ อาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชัน จะแสดงให้เห็นถึงฟังก์ชันที่คุณเลือกในขั้นตอนก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคลิก IF กล่องโต้ตอบ อาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชัน จะแสดงอาร์กิวเมนต์สำหรับฟังก์ชัน IF

ด้านบนของหน้า

สร้างสูตรอาร์เรย์ซึ่งคำนวณผลลัพธ์เดี่ยว

คุณสามารถใช้สูตรอาร์เรย์ทำการคำนวณหลายการคำนวณเพื่อสร้างผลลัพธ์เดียวได้ สูตรอาร์เรย์ชนิดนี้สามารถทำแบบจำลองแผ่นงานให้ง่ายขึ้น โดยแทนที่สูตรที่แตกต่างกันหลายๆ สูตรด้วยสูตรอาร์เรย์สูตรเดียว

  1. คลิกเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตรอาร์เรย์

  2. ป้อนสูตรที่คุณต้องการจะใช้

    เคล็ดลับ   สูตรอาร์เรย์ใช้ไวยากรณ์สูตรมาตรฐาน สูตรทั้งหมดขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายที่เท่ากัน และคุณสามารถใช้ฟังก์ชันใดก็ได้ของ Excel ที่มีมาให้ภายในในสูตรอาร์เรย์ของคุณ

    ตัวอย่างเช่น สูตรต่อไปนี้จะคำนวณค่าผลรวมของอาร์เรย์ของราคาหลักทรัพย์และหุ้น โดยไม่ใช้แถวของเซลล์ในการคำนวณและแสดงค่ารวมสำหรับหุ้นแต่ละตัว

    สูตรอาร์เรย์ที่สร้างผลลัพธ์เดียว

    เมื่อคุณป้อนสูตร {=SUM(B2:C2*B3:C3)} เป็นสูตรอาร์เรย์ Excel จะทำการคูณจำนวนหุ้นตามราคาหลักทรัพย์แต่ละตัว (500*10 และ 300*15) แล้วบวกผลลัพธ์ของการคำนวณเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ค่ารวมทั้งสิ้น 9500

  3. กด CTRL+SHIFT+ENTER

    Excel จะแทรกสูตรโดยอัตโนมัติระหว่าง { } (วงเล็บปีกกาเปิดและปิดหนึ่งคู่)

    หมายเหตุ   การพิมพ์วงเล็บปีกกาด้วยตนเองโดยรอบสูตรจะไม่แปลงสูตรไปเป็นสูตรอาร์เรย์ — คุณต้องกดปุ่ม CTRL+SHIFT+ENTER เพื่อสร้างสูตรอาร์เรย์

สิ่งสำคัญ   เมื่อใดก็ตามที่คุณแก้ไขสูตรอาร์เรย์ วงเล็บปีกกา ({ }) จะหายไปจากสูตรอาร์เรย์ และคุณต้องกด CTRL+SHIFT+ENTER อีกครั้งเพื่อรวมการเปลี่ยนแปลงไว้ในสูตรอาร์เรย์และเพื่อเพิ่มวงเล็บปีกกา

ด้านบนของหน้า

สร้างสูตรอาร์เรย์ซึ่งคำนวณหลายผลลัพธ์

ฟังก์ชันแผ่นงานบางฟังก์ชันจะส่งกลับอาร์เรย์ของค่า หรือต้องการอาร์เรย์ของค่าเป็นอาร์กิวเมนต์ เมื่อต้องการคำนวณหลายๆ ผลลัพธ์โดยใช้สูตรอาร์เรย์นั้น คุณจะต้องป้อนอาร์เรย์เข้าไปในช่วงของเซลล์ที่มีจำนวนแถวและคอลัมน์เท่ากันกับที่อาร์กิวเมนต์ของอาร์เรย์มี

  1. เลือกช่วงของเซลล์ที่คุณต้องการป้อนสูตรอาร์เรย์

  2. ป้อนสูตรที่คุณต้องการจะใช้

    เคล็ดลับ   สูตรอาร์เรย์ใช้ไวยากรณ์สูตรมาตรฐาน สูตรทั้งหมดขึ้นต้นด้วยเครื่องหมายที่เท่ากัน และคุณสามารถใช้ฟังก์ชันใดก็ได้ของ Excel ที่มีมาให้ภายในในสูตรอาร์เรย์ของคุณ

    ตัวอย่างเช่น กำหนดให้มียอดขายอยู่ 3 ค่า (คอลัมน์ B) สำหรับช่วงเวลาสามเดือน (คอลัมน์ A) ฟังก์ชัน TREND จะคำนวณหายอดขายในเชิงเส้นตรง เมื่อต้องการแสดงผลลัพธ์ทั้งหมดของสูตร ผลลัพธ์ทั้งหมดนั้นจะถูกป้อนลงในเซลล์ทั้งสามในคอลัมน์ C (C1:C3)

    สูตรอาร์เรย์ที่สร้างหลายผลลัพธ์

    เมื่อคุณป้อนสูตร =TREND(B1:B3,A1:A3) เป็นสูตรอาร์เรย์ สูตรจะสร้างผลลัพธ์แยกกันสามค่า (22196, 17079 และ 11962) ตามยอดขายทั้งสามค่า และช่วงเวลาสามเดือน

  3. กด CTRL+SHIFT+ENTER

    Excel จะแทรกสูตรโดยอัตโนมัติระหว่าง { } (เครื่องหมายวงเล็บปีกกาเปิดและปิดหนึ่งคู่)

    หมายเหตุ   การพิมพ์วงเล็บปีกกาด้วยตนเองโดยรอบสูตรจะไม่แปลงสูตรไปเป็นสูตรอาร์เรย์ — คุณต้องกดปุ่ม CTRL+SHIFT+ENTER เพื่อสร้างสูตรอาร์เรย์

สิ่งสำคัญ   เมื่อใดก็ตามที่คุณแก้ไขสูตรอาร์เรย์ วงเล็บปีกกา ({ }) จะหายไปจากสูตรอาร์เรย์ และคุณต้องกด CTRL+SHIFT+ENTER อีกครั้งเพื่อรวมการเปลี่ยนแปลงไว้ในสูตรอาร์เรย์และเพื่อเพิ่มวงเล็บปีกกา

ด้านบนของหน้า

ลบสูตร

เมื่อคุณลบสูตร ค่าผลลัพธ์ในสูตรจะถูกลบไปด้วย อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลบเพียงสูตรเท่านั้น โดยให้ค่าผลลัพธ์ยังคงแสดงอยู่ในเซลล์

  • เมื่อต้องการลบสูตรพร้อมด้วยค่าผลลัพธ์ ให้ทำดังต่อไปนี้

    1. เลือกเซลล์หรือช่วงของเซลล์ที่มีสูตร

    2. กด DELETE

  • เมื่อต้องการลบสูตรโดยไม่ลบค่าผลลัพธ์ ให้ทำดังต่อไปนี้

    1. เลือกเซลล์หรือช่วงของเซลล์ที่มีสูตร

      ถ้าสูตรเป็นสูตรอาร์เรย์ ให้เลือกช่วงของเซลล์ที่มีสูตรอาร์เรย์

      วิธีการเลือกช่วงของเซลล์ที่มีสูตรอาร์เรย์

      1. คลิกเซลล์ในสูตรอาร์เรย์

      2. บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม การแก้ไข ให้คลิก ค้นหาและเลือก แล้วคลิก ไปที่

      3. คลิก แบบพิเศษ

      4. คลิก อาร์เรย์ปัจจุบัน

    2. บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม คลิปบอร์ด ให้คลิก คัดลอก

      แป้นพิมพ์ลัด  นอกจากนี้ คุณยังสามารถกด CTRL+C ได้อีกด้วย

    3. บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม คลิปบอร์ด ให้คลิกลูกศรที่อยู่ด้านล่าง วาง แล้วคลิก วางค่า

ด้านบนของหน้า

เรียนรู้คำแนะนำและเคล็ดลับในการสร้างสูตร

คัดลอกสูตรอย่างรวดเร็ว    คุณสามารถป้อนสูตรเดียวกันอย่างรวดเร็วในช่วงของเซลล์ เลือกช่วงที่คุณต้องการคำนวณ พิมพ์สูตร แล้วกด CTRL+ENTER ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพิมพ์ =SUM(A1:B1) ในช่วง C1:C5 แล้วกด CTRL+ENTER โปรแกรม Excel จะป้อนสูตรในแต่ละเซลล์ของช่วงของ โดยใช้ A1 เป็นการอ้างอิงสัมพัทธ์

ใช้การทำให้สูตรสมบูรณ์อัตโนมัติ    เมื่อต้องการทำให้การสร้างและแก้ไขสูตรง่ายขึ้น และทำให้ข้อผิดพลาดทางการพิมพ์และไวยากรณ์มีน้อยที่สุด ให้ใช้การทำให้สูตรสมบูรณ์โดยอัตโนมัติ หลังจากคุณพิมพ์ = (เครื่องหมายเท่ากับ) และตัวอักษรเริ่มต้น (ตัวอักษรเริ่มต้นทำหน้าที่เป็น ทริกเกอร์ที่ใช้แสดง) Excel จะแสดงรายการแบบไดนามิกของชื่อและฟังก์ชันที่ถูกต้องด้านล่างเซลล์ หลังจากที่คุณได้แทรกฟังก์ชันหรือชื่อในสูตรโดยใช้ ทริกเกอร์แทรก (กด TAB หรือคลิกสองครั้งที่รายการในชุดรายการ) Excel จะแสดงอาร์กิวเมนต์ที่เหมาะสมใดๆ เมื่อคุณใส่สูตร การพิมพ์เครื่องหมายจุลภาคยังทำหน้าที่เป็นทริกเกอร์ที่ใช้แสดงด้วยเช่นกัน — Excel อาจแสดงอาร์กิวเมนต์เพิ่มเติม คุณสามารถแทรกชื่อหรือฟังก์ชันเพิ่มเติมในสูตรของคุณ และเมื่อคุณพิมพ์ตัวอักษรเริ่มต้นของสูตร Excel จะแสดงรายการแบบไดนามิกอีกครั้งซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ได้

ใช้คำแนะนำบนหน้าจอสำหรับฟังก์ชัน    หากคุณคุ้นเคยกับอาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชัน คุณสามารถใช้คำแนะนำบนหน้าจอสำหรับฟังก์ชัน ซึ่งปรากฏหลังจากคุณพิมพ์ชื่อฟังก์ชันและวงเล็บเปิด คลิกชื่อฟังก์ชันเพื่อแสดงหัวข้อวิธีใช้ของฟังก์ชัน หรือคลิกชื่ออาร์กิวเมนต์เพื่อเลือกอาร์กิวเมนต์ที่สอดคล้องกับสูตรของคุณ

ด้านบนของหน้า

หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อสร้างสูตร

ตารางต่อไปนี้สรุปข้อผิดพลาดทั่วไปที่สุดบางข้อที่คุณอาจทำเมื่อป้อนสูตร และวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณ

ข้อมูลเพิ่มเติม

จับคู่วงเล็บเปิดและปิดทั้งหมด    

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าวงเล็บทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของคู่ที่ตรงกัน เมื่อคุณสร้างสูตร Excel จะแสดงวงเล็บเป็นสีเมื่อถูกป้อน

ใช้เครื่องหมายจุดคู่ (:) เพื่อระบุช่วง    

เมื่อคุณอ้างไปยังช่วงของเซลล์ ให้ใช้เครื่องหมายจุดคู่ (:) เพื่อคั่นการอ้างอิงไปยังเซลล์แรกในช่วงและการอ้างอิงไปยังเซลล์สุดท้ายในช่วง ตัวอย่างเช่น A1:A5

ป้อนอาร์กิวเมนต์ที่จำเป็นทั้งหมด    

บางฟังก์ชันมีอาร์กิวเมนต์ที่ต้องการ ฉะนั้นตรวจสอบให้แน่ใจด้วยเช่นกันว่าคุณไม่ได้ใส่อาร์กิวเมนต์มากเกินไป

ซ้อนฟังก์ชันไม่เกิน 64 ฟังก์ชัน    

คุณสามารถป้อนหรือซ้อนฟังก์ชันภายในฟังก์ชันหนึ่งได้ไม่เกิน 64 ระดับ

ใส่ชื่อแผ่นงานอื่นไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว    

ถ้าสูตรอ้างไปยังค่าหรือเซลล์ในแผ่นงานหรือสมุดงานอื่น และชื่อของสมุดงานหรือแผ่นงานอื่นนั้นมีอักขระที่ไม่ใช่พยัญชนะอยู่ด้วย คุณจะต้องใส่ชื่อของสมุดงานหรือแผ่นงานอื่นไว้ในเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว ( ' ) ด้วย

รวมเส้นทางที่ไปยังสมุดงานภายนอกแล้ว    

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแต่ละการอ้างอิงภายนอก มีชื่อสมุดงานและเส้นทางไปยังสมุดงานนั้น

ใส่ตัวเลขโดยไม่มีการจัดรูปแบบ    

อย่าจ้ดรูปแบบตัวเลขเมื่อคุณป้อนตัวเลขในสูตร ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าค่าที่คุณต้องการป้อนคือ $1,000 ให้ป้อน 1000 ในสูตร

ด้านบนของหน้า

นำไปใช้กับ: Excel 2007



ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

ใช่ ไม่ใช่

เราควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

255 อักขระที่เหลืออยู่

เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณ โปรดอย่ารวมข้อมูลที่ติดต่อในคำติชมของคุณ ช่วยเรารีวิว นโยบายความเป็นส่วนตัว.

ขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ!

ทรัพยากรการสนับสนุน

เปลี่ยนภาษา