การสรุปวิธีบวกและนับข้อมูล Excel

การนับกับการหาผลรวม การรวม (การเพิ่มค่า) เป็นส่วนสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าคุณจะหาผลรวมย่อยของยอดขายในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือหรือทำงานเกี่ยวกับใบเสร็จทั้งหมดประจำสัปดาห์ Excel มีเทคนิคมากมายที่คุณสามารถใช้เพื่อรวมข้อมูลได้

เพื่อช่วยให้คุณได้ตัวเลือกที่ดีที่สุด บทความนี้สรุปวิธีการ และข้อมูลสนับสนุนไว้อย่างครอบคลุมเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้เทคนิคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีลิงก์ไปยังบทความเชิงลึก

การรวมกับการนับไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนับเซลล์ คอลัมน์ หรือแถวของข้อมูล ให้ดู นับเซลล์ แถว หรือคอลัมน์ของข้อมูล

ในบทความนี้

การบวกและการลบแบบธรรมดา

การสาธิต: ดูผลรวมโดยใช้แถบสถานะของ Excel

เพิ่มค่าในเซลล์โดยใช้สูตรแบบธรรมดา

ลบค่าในเซลล์โดยใช้สูตรแบบธรรมดา

เพิ่มค่าในคอลัมน์หรือแถวโดยใช้ปุ่ม

เพิ่มค่าในช่วงโดยใช้ฟังก์ชัน

ลบค่าในช่วงโดยใช้ฟังก์ชัน

การรวมข้อมูลโดยการจัดกลุ่มและการลาก

เพิ่มค่าในคอลัมน์โดยใช้เค้าร่าง

เพิ่มค่าในรายการหรือคอลัมน์ตาราง Excel โดยใช้ฟังก์ชัน

รวมข้อมูลของคุณและดูจากเปอร์สเปคทีฟต่างๆ

การรวมข้อมูลโดยยึดตามเงื่อนไขหนึ่งข้อหรือมากกว่า

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหนึ่งข้อโดยใช้ฟังก์ชันเดียวหรือชุดผสมของฟังก์ชัน

เพิ่มค่าในคอลัมน์โดยยึดตามเงื่อนเดียวหรือมากกว่าโดยใช้ฟังก์ชัน

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อโดยใช้ตัวช่วยสร้าง

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อโดยใช้ฟังก์ชันเดียวหรือชุดผสมของฟังก์ชัน

การรวมค่ายกกำลังและค่าอาร์เรย์

กรณีพิเศษ (ผลรวมสะสม ค่าที่ไม่ซ้ำ)

สร้างผลรวมสะสมโดยใช้ฟังก์ชัน

เพิ่มค่าที่ไม่ซ้ำในช่วงโดยใช้สูตรผสม

รวมค่าจากเวิร์กชีตหรือเวิร์กบุ๊กอื่นในสูตร

การรวมและการลบค่าวันที่และเวลา

การแสดงการคำนวณบนแถบสถานะ

การรวมและการลบแบบธรรมดา

คุณสามารถเพิ่มและลบตัวเลขโดยใช้สูตรแบบธรรมดา การคลิกปุ่ม หรือโดยการใช้ฟังก์ชันเวิร์กชีต

นอกจากนี้ Excel ยังสามารถแสดงผลรวมของเซลล์ที่เลือกใน Excel แถบสถานะ ดูวิดีโอการสาธิตต่อไปนี้เพื่อดูวิธีการใช้แถบสถานะอย่างรวดเร็ว โปรดดูส่วน การแสดงการคำนวณและการนับบนแถบสถานะ เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถอ้างอิงค่าที่แสดงบนแถบสถานะเมื่อคุณต้องการเรียกดูข้อมูลของคุณอย่างรวดเร็วและไม่มีเวลาใส่สูตร

การสาธิต: ดูผลรวมโดยใช้แถบสถานะ Excel

ดูวิดีโอต่อไปนี้เพื่อเรียนรู้วิธีการดูจำนวนบนแถบสถานะ

เบราว์เซอร์ของคุณไม่สนับสนุนวิดีโอ ติดตั้ง Microsoft Silverlight, Adobe Flash Player หรือ Internet Explorer 9

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในเซลล์โดยใช้สูตรแบบธรรมดา

ถ้าคุณเพียงแค่ต้องการผลลัพธ์ด่วน คุณสามารถใช้ Excel เป็นเครื่องคิดเลขขนาดเล็กได้ ทำสิ่งนี้โดยใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์เครื่องหมายบวก (+) ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพิมพ์สูตร =5+10 ในเซลล์ Excel จะแสดง 15 เป็นผลลัพธ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ในสูตร ให้ดูบทความ ใช้ Excel เป็นเครื่องคิดเลขของคุณ

ด้านบนของหน้า

ลบค่าในเซลล์โดยใช้สูตรแบบธรรมดา

ทำสิ่งนี้ โดยใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์เครื่องหมายลบ (-) ตัวอย่างเช่น สูตร =12-9 จะแสดงผลลัพธ์เป็น 3

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ในสูตร ให้ดูบทความ ใช้ Excel เป็นเครื่องคิดเลขของคุณ

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในคอลัมน์หรือแถวโดยใช้ปุ่ม

คุณสามารถใช้ผลรวมอัตโนมัติเพื่อรวมช่วงของตัวเลขในคอลัมน์หรือแถวอย่างรวดเร็ว คลิกเซลล์ว่างที่ด้านล่างของคอลัมน์ตัวเลขหรือทางขวาของแถวตัวเลข จากนั้น คลิก ผลรวมอัตโนมัติ Excel จะเลือกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นช่วงข้อมูลมากที่สุด คลิก ผลรวมอัตโนมัติ อีกครั้งเพื่อยอมรับช่วงที่ Excel เลือก หรือเลือกช่วงของคุณเอง แล้วคลิก ผลรวมอัตโนมัติ

ใช้ ผลรวมอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มแถวของข้อมูลอย่างรวดเร็ว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้ผลรวมอัตโนมัติ ให้ดูบทความ ใช้ Excel เป็นเครื่องคิดเลขของคุณ

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในช่วงโดยใช้ฟังก์ชัน

ฟังก์ชัน SUM จะมีประโยชน์เมื่อคุณต้องการเพิ่มหรือลบค่าจากช่วงต่างๆ หรือรวมค่าตัวเลขกับช่วงของตัวเลข ใช้ฟังก์ชัน SUM เพื่อเพิ่มอาร์กิวเมนต์ทั้งหมดที่คุณระบุไว้ภายในวงเล็บเปิดและวงเล็บปิด แต่ละอาร์กิวเมนต์สามารถเป็นช่วง การอ้างอิงเซลล์ หรือค่าตัวเลขบวกหรือลบได้

เมื่อต้องการใส่สูตรแบบธรรมดา ให้พิมพ์ =SUM ในเซลล์ ตามด้วยวงเล็บเปิด ถัดจากนั้น ให้พิมพ์ตัวเลข การอ้างอิงเซลล์ หรือช่วงเซลล์หนึ่งรายการขึ้นไป โดยคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค จากนั้นให้พิมพ์วงเล็บปิด แล้วกด ENTER เพื่อแสดงผลลัพธ์ คุณยังสามารถใช้เมาส์ของคุณเพื่อเลือกเซลล์ที่มีข้อมูลที่คุณต้องการหาผลรวม

1

2

3

A

ผู้เข้าร่วมประชุม

4823

12335

ตัวอย่างเช่น เมื่อใช้ข้อมูลในตารางก่อนหน้า สูตรทั้งหมดต่อไปนี้จะใช้ฟังก์ชัน SUM เพื่อส่งกลับค่าเดียวกัน (17158):

  • =SUM(4823,12335)

  • =SUM(A2,A3)

  • =SUM(A2:A3)

  • =SUM(A2,12335)

รูปต่อไปนี้แสดงสูตรที่ใช้ในฟังก์ชัน SUM เพื่อเพิ่มค่าของเซลล์ A2 และ 12335 ที่ใต้สูตรคือคำแนะนำบนหน้าจอ ซึ่งจะมอบคำแนะนำในการใช้ฟังก์ชัน SUM

ใช้ฟังก์ชัน Sum เพื่อเพิ่มเซลล์และค่า


หมายเหตุ: 

  • เนื่องจากไม่มีฟังก์ชัน SUBTRACT ใน Excel เมื่อต้องการลบค่าโดยใช้ฟังก์ชัน ให้ใช้ค่าตัวเลขลบกับฟังก์ชัน SUM ตัวอย่างเช่น สูตร =SUM(30,A3,-15,-B6) เพิ่ม 30 และค่าในเซลล์ A3 ลบ 15 และยังลบค่าในเซลล์ B6 ด้วย

  • คุณสามารถใส่ค่าตัวเลขได้ถึง 255 ตัว หรือเซลล์ หรือการอ้างอิงช่วง ในการผสมแบบใดก็ได้ เพื่อเป็นอาร์กิวเมนต์ในฟังก์ชัน SUM

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูบทความ ฟังก์ชัน SUM

ด้านบนของหน้า

ลบค่าในช่วงโดยใช้ฟังก์ชัน

ใช้ฟังก์ชัน SUM เพื่อลบตัวเลขโดยการใส่ตัวเลขที่คุณต้องการลบเป็นตัวเลขลบในสูตร

1

2

3

A

ผู้เข้าร่วมประชุม

29072

12335

ตัวอย่างเช่น เมื่อใช้ข้อมูลในตารางก่อนหน้า สูตรทั้งหมดต่อไปนี้จะใช้ฟังก์ชัน SUM เพื่อส่งกลับค่าเดียวกัน (16737):

  • =SUM(29072,-12335)

  • =SUM(A2,-A3)

  • =SUM(A2,-12335)

  • =SUM(A2,(-1*(A3)))

ด้านบนของหน้า

การรวมข้อมูลโดยการจัดกลุ่มและการลาก

คุณสามารถใช้เค้าร่างหรือรายงาน PivotTable เพื่อจัดกลุ่ม และสรุปข้อมูลของคุณ

เพิ่มค่าในคอลัมน์โดยใช้เค้าร่าง

ถ้าข้อมูลของคุณอยู่ในรายการ และคุณสามารถจัดกลุ่มในเชิงตรรกะตามค่าคอลัมน์ คุณสามารถสร้างกลุ่มและสรุปข้อมูลโดยการสร้างเค้าร่าง การสร้างเค้าร่างสามารถสรุปข้อมูลด้วยการแทรกผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมด สมมติว่า คุณมีตัวเลขยอดขายที่จัดเรียงตามภูมิภาคและเดือนดังต่อไปนี้

1

2

3

4

5

6

7

A

B

C

ภูมิภาค

เดือน

ยอดขาย

ตะวันออก

ม.ค.

$18,000

ตะวันออก

ก.พ.

$23,000

ตะวันออก

มี.ค.

$19,000

ตะวันตก

ม.ค.

$17,000

ตะวันตก

ก.พ.

$27,000

ตะวันตก

มี.ค.

$21,000

ภาพประกอบต่อไปนี้แสดงเค้าร่างที่มีผลรวมย่อยที่จัดกลุ่มตามภูมิภาคและผลรวมทั้งหมด

เค้าร่างที่มีผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมด

ใช้คำสั่ง ผลรวมย่อย (แท็บข้อมูล, กลุ่มเค้าร่าง) เพื่อสร้างเค้าร่าง ผลรวมย่อย และผลรวมทั้งหมด

ข้อมูลต้นฉบับจะมีข้อมูลสำหรับภูมิภาคตะวันออกสามแถวและข้อมูลสำหรับภูมิภาคตะวันตกสามแถว (แถว 2 ถึง 7) โปรดสังเกตว่าการดำเนินการผลรวมย่อยได้แทรกผลรวมภาคตะวันออกในแถว 5 ระหว่างแถวสุดท้ายของข้อมูลภาคตะวันออกและแถวแรกของข้อมูลภาคตะวันตก

ถ้าคุณคลิกเซลล์ A4 แล้วคลิกคำสั่ง ผลรวมย่อย จะทำให้ Excel สร้างเค้าร่างและแทรกแถวสำหรับ ผลรวมภาคตะวันออกผลรวมภาคตะวันตก และ ผลรวมทั้งหมด และจะบรรจุเซลล์ลงในคอลัมน์ ยอดขาย กับผลรวมเหล่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูบทความต่อไปนี้

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในรายการหรือคอลัมน์ตาราง Excel โดยใช้ฟังก์ชัน

เนื่องจากคำสั่ง ผลรวมย่อย มีความยืดหยุ่นมากขึ้น คุณจึงสามารถใช้ฟังก์ชัน SUBTOTAL เพื่อคำนวณผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมดในรายการหรือตาราง Excel ที่มีแถวหรือคอลัมน์ที่ซ่อนอยู่ ในฟังก์ชัน SUBTOTAL คุณสามารถระบุอาร์กิวเมนต์ที่มีหรือไม่มีค่าที่ซ่อนอยู่ได้

หมายเหตุ: ฟังก์ชัน SUBTOTAL สามารถควบคุมว่าจะซ่อนแถวที่อยู่ในผลลัพธ์และละเว้นแถวที่ผ่านการกรองเสมอหรือไม่

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณต้องการคำนวณผลรวมย่อยและผลรวมทั้งหมดของข้อมูลในเซลล์ C2 ถึง C7 แต่คุณต้องการละเว้นข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในแถว 3 และแถว 6 ฟังก์ชันที่คุณใช้มีลักษณะดังต่อไปนี้:

= SUBTOTAL( 109,C2:C7)

อาร์กิวเมนต์แรก (109) ระบุว่าคุณต้องการเพิ่มค่าในช่วงและละเว้นค่าที่ซ่อนอยู่ เมื่อต้องการรวมค่าที่ซ่อนอยู่ ให้คุณใช้ 9 เป็นอาร์กิวเมนต์แรกแทน

สำหรับข้อมูลเชิงลึก ให้ดูบทความ ฟังก์ชัน SUBTOTAL และ ผลรวมข้อมูลในตาราง Excel

ด้านบนของหน้า

รวมข้อมูลของคุณและดูจากเปอร์สเปคทีฟต่างๆ

เมื่อเวิร์กชีตประกอบด้วยแถวข้อมูลจำนวนนับร้อยหรือแม้กระทั่งนับพันที่คล้ายกัน อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาความหมายจากข้อมูลจำนวนมากเหล่านั้น คุณสามารถสร้างรายงาน PivotTable ใน Excel จากข้อมูลที่แสดงผลรวมย่อย ผลรวมทั้งหมด และที่สามารถสรุปข้อมูลโดยยึดตามประเภทที่คุณระบุ

คุณสามารถสร้าง PivotTable อย่างรวดเร็วโดยเลือกเซลล์ในช่วงข้อมูลหรือตาราง Excel แล้วคลิก PivotTable บนแท็บ แทรก ในกลุ่ม ตาราง

เมื่อต้องการแสดงประสิทธิภาพของ PivotTable โปรดทราบว่าในตัวอย่างต่อไปนี้ ข้อมูลยอดขายจะประกอบด้วยแถวจำนวนมาก (ที่จริงแล้วมีข้อมูล 40 แถวแต่กราฟิกแสดงเพียงส่วนหนึ่ง) นอกจากนี้ ข้อมูลยังไม่ได้สรุป และไม่มีผลรวมย่อยหรือผลรวมทั้งหมด

ข้อมูลที่ใช้ในรายงาน PivotTable

รายงาน PivotTable ที่อิงตามข้อมูลเดียวกันแสดงผลรวมย่อย ผลรวมทั้งหมด และมีบทสรุปที่กระชับเพื่อคุณสามารถดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลที่ถูกสรุปและคำนวณผลรวมในรายงาน PivotTable

การสร้างและการทำงานกับ PivotTables อาจจำเป็นต้องมีการเตรียมข้อมูลและสร้างความคุ้นเคยกับแนวคิดบางประการในขั้นต้น สำหรับข้อมูลรายละเอียดในการช่วยให้คุณเริ่มต้นใช้งาน ให้ดูบทความต่อไปนี้:


ด้านบนของหน้า

การรวมข้อมูลที่ยึดตามเงื่อนไขอย่างน้อยหนึ่งข้อ

เมื่อใช้ฟังก์ชันเวิร์กชีต คุณจะสามารถนำเงื่อนไขไปใช้ (หรือที่เรียกว่าเกณฑ์) เพื่อให้คุณเพิ่มเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไขที่คุณระบุได้

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหนึ่งข้อโดยใช้ฟังก์ชันเดียวหรือชุดผสมของฟังก์ชัน

ใช้ฟังก์ชัน SUMIF หรือซ้อนฟังก์ชัน SUM ภายในฟังก์ชัน IF

คุณสามารถเพิ่มตัวเลขโดยยึดตามเกณฑ์เดียว โดยใช้ฟังก์ชัน SUMIF หรือโดยใช้การผสมฟังก์ชัน SUM และฟังก์ชัน IF ได้

ตัวอย่างเช่น สูตร =SUMIF(A2:A6,”>20”) เพิ่มเฉพาะตัวเลขในช่วง A2 ถึง A6 ที่มากกว่า 20

หมายเหตุ: ข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลทางเทคนิค แต่ก็คุ้มค่าต่อการเรียนรู้

ถ้าไม่มีฟังก์ชัน SUMIF คุณจะยังสามารถสร้างคำตอบเดียวกัน โดยผสมฟังก์ชัน IF และฟังก์ชัน SUM การผสมฟังก์ชันเป็นวิธีที่รู้จักในชื่อ “การซ้อน” เนื่องจากฟังก์ชันหนึ่งจะถูกใช้ในอีกฟังก์ชันหนึ่ง

เมื่อต้องการสร้างสูตรที่เหมือนกับฟังก์ชัน SUMIF ให้คุณใส่สูตรที่ถือว่าช่วง A2 ถึง A6 เป็นอาร์เรย์ ซึ่งหมายถึงช่วงที่ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งรายการที่ประกอบด้วยเซลล์ห้าเซลล์

สูตรของคุณจะมีลักษณะคล้ายกับสูตรนี้: {=SUM(IF(A2:A6>20,A2:A6))} วงเล็บ “ปีกกา” ที่ล้อมรอบสูตร จะระบุว่าสูตรนั้นเป็นสูตรอาร์เรย์ สูตรอาร์เรย์จำเป็นต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษ แทนที่จะพิมพ์วงเล็บด้วยตัวคุณเอง คุณต้องกด CTRL+SHIFT+ENTER แทน จากนั้น Excel จะล้อมรอบสูตร =SUM(IF(A2:A6>20,A2:A6)) ด้วยวงเล็บ ถ้าคุณพิมพ์ในวงเล็บด้วยตัวคุณเอง คุณจะไม่สร้างสูตรอาร์เรย์

ลองทำดังนี้!    

คัดลอกข้อมูลจากตารางต่อไปนี้ลงในเวิร์กชีตที่เซลล์ A1 หลังจากที่คุณวางข้อมูล คุณจะสังเกตเห็นว่าเซลล์ A10 มีข้อผิดพลาด #VALUE! ซึ่งหมายความว่าคุณจำเป็นต้องแปลงเซลล์ A10 เป็นสูตรอาร์เรย์ ทำสิ่งนี้โดยการกด F2 แล้วกด CTRL+SHIFT+ENTER Excel จะแสดงผลลัพธ์ (65) ในเซลล์ A8 และ A10

วิธีการคัดลอกตัวอย่างข้อมูลเวิร์กชีต

  • สร้างเวิร์กบุ๊กหรือเวิร์กชีตเปล่า

  • เลือกตัวอย่างในหัวข้อวิธีใช้

    หมายเหตุ: ไม่ต้องเลือกส่วนหัวของแถวหรือคอลัมน์

    การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้
    การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้
  • กด CTRL+C

  • ในเวิร์กชีต ให้เลือกเซลล์ A1 แล้วกด CTRL+V

  • เมื่อต้องการสลับระหว่างการดูผลลัพธ์และการดูสูตรที่ส่งกลับผลลัพธ์ ให้กด CTRL+` (ตัวกำกับเสียงเกรฟ)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

A

น้ำหนัก

18

29

36

11

16

การใช้ฟังก์ชัน SUMIF

=SUMIF(A2:A6,">20")

การใช้ฟังก์ชัน SUM และฟังก์ชัน IF

=SUM(IF(A2:A6>20,A2:A6))

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูบทความ ฟังก์ชัน SUMIF และส่วน "เพิ่มตัวเลขโดยยึดตามเงื่อนไขหนึ่งข้อ" ในบทความ เพิ่มตัวเลข

และ ในบทความฐานความรู้ XL: เมื่อใดควรใช้ SUM(IF()) แทน CountBlank() จะมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ฟังก์ชัน SUMIF

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในคอลัมน์โดยยึดตามเงื่อนไขหนึ่งข้อหรือเงื่อนไขหลายข้อโดยใช้ฟังก์ชัน

ใช้ฟังก์ชัน DSUM เมื่อต้องการเพิ่มตัวเลขในเขตข้อมูล (คอลัมน์) ของระเบียนในรายการหรือฐานข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไข (หรือที่เรียกว่าเกณฑ์) ที่คุณระบุ

คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน DSUM เมื่อคุณมีรายการคอลัมน์และคุณพบว่าการกำหนดเงื่อนไขในช่วงเซลล์ที่แยกต่างหากนั้นง่ายกว่า แทนที่จะใช้ฟังก์ชันซ้อน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูบทความ ฟังก์ชัน DSUM

ดูที่ส่วน "เพิ่มตัวเลขโดยยึดตามเงื่อนไขที่บันทึกในช่วงที่แยกต่างหาก" ในบทความ เพิ่มตัวเลข สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อโดยใช้ตัวช่วยสร้าง

คุณสามารถใช้ตัวช่วยสร้างการบวกตามเงื่อนไข (คำสั่ง การบวกตามเงื่อนไข ในกลุ่ม โซลูชัน บนแท็บ สูตร) เพื่อเพิ่มค่าโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อ

ถ้าไม่สามารถใช้คำสั่งนี้ได้ (อาจมองไม่เห็นกลุ่ม โซลูชัน) ให้ติดตั้งและโหลด Analysis ToolPak Add-in

วิธีการโหลด Analysis ToolPak

คลิก ปุ่ม Microsoft Office รูปปุ่ม แล้วคลิก ตัวเลือก Excel จากนั้นคลิกประเภท Add-in

  1. ในรายการ จัดการ ให้เลือก Excel Add-in แล้วคลิก ไป

  2. ในรายการ Add-in ที่มีอยู่ ให้เลือกกล่อง Analysis ToolPak แล้วคลิก ตกลง

  3. ถ้าตัวช่วยสร้างปรากฎขึ้นในรายการ Inactive Application Add-in ให้เลือกตัวช่วยสร้าง แล้วคลิก ไป เพื่อเปิดใช้งาน

  4. ถ้าจำเป็น ให้ทำตามคำแนะนำในโปรแกรมติดตั้ง

เมื่อต้องการใช้ตัวช่วยสร้างการบวกตามเงื่อนไข ให้เลือกช่วงข้อมูลของคุณ แล้วคลิกคำสั่ง การบวกตามเงื่อนไข (กลุ่ม โซลูชัน บนแท็บ สูตร) ทำตามขั้นตอนที่ 1 ถึง 4 เพื่อให้ตัวช่วยสร้างทำงานเสร็จสมบูรณ์ ภาพประกอบต่อไปนี้แสดงขั้นตอนที่ 2 ของตัวช่วยสร้าง ซึ่งมีเงื่อนไขเดียว: ค่าที่สามารถรวมได้จะต้องมากกว่า 100

ตัวช่วยสร้างการบวกตามเงื่อนไข: ขั้นตอนที่ 2 จาก 4

ดูที่ส่วน "เพิ่มตัวเลขโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อด้วยตัวช่วยสร้างการบวกตามเงื่อนไข" ในบทความ เพิ่มตัวเลข สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าในช่วงโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อโดยใช้ฟังก์ชันเดียวหรือชุดผสมของฟังก์ชัน

ใช้ฟังก์ชัน SUMIFS ระบุช่วงที่คุณต้องการรวม ช่วงที่มีเงื่อนไข และเงื่อนไขที่ถูกนำไปใช้กับช่วงเงื่อนไข หรือ คุณสามารถซ้อนฟังก์ชัน SUM และฟังก์ชัน IF ได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูบทความ ฟังก์ชัน SUMIFS

ดูที่ส่วน "เพิ่มตัวเลขโดยยึดตามเงื่อนไขหลายข้อ" ในบทความ เพิ่มตัวเลข สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้ฟังก์ชัน SUM และฟังก์ชัน IF ร่วมกัน

นอกจากนี้ ให้ดูบทความฐานความรู้ต่อไปนี้สำหรับช้อมูลเพิ่มเติม:

ด้านบนของหน้า

การรวมค่ายกกำลังและค่าอาร์เรย์

คุณสามารถใช้ฟังก์ชันเวิร์กชีตในการเพิ่มค่าในคอลัมน์อย่างน้อยสองคอลัมน์ที่สอดคล้องกัน การดำเนินการชนิดนี้สามารถเป็นสิ่งที่เรียบง่ายเพียงการกำหนดน้ำหนักโดยเฉลี่ย (ดูตัวอย่างต่อไปนี้เพื่อคำนวณคะแนนเฉลี่ย) หรือสามารถเป็นการคำนวณสถิติหรือวิศวกรรมที่ซับซ้อนก็ได้

รวมผลคูณของค่าที่สอดคล้องกันในหนึ่งอาร์เรย์ขึ้นไป

ใช้ฟังก์ชัน SUMPRODUCT ตัวอย่างเช่น คุณสามารถคำนวณคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนโดยใช้ฟังก์ชัน SUMPRODUCT แล้วหารผลลัพธ์ด้วยจำนวนหน่วยกิต ดังที่แสดงในรูปต่อไปนี้

ค่าการคูณที่สอดคล้องกันในสองอาร์เรย์

สูตร =SUMPRODUCT(A2:A6,B2:B6)/SUM(B2:B6) จะคูณคะแนนที่ได้ของแต่ละชั้นเรียนด้วยจำนวนหน่วยกิต รวมผลคูณเหล่านั้น (61.3) หารผลรวมนั้นด้วยหน่วยกิตรวม (18) และคำนวณเกรดเฉลี่ย (3.41) การคำนวณชนิดนี้จะเรียกว่าค่าเฉลี่ยน้ำหนัก

คุณยังสามารถใช้ฟังก์ชัน SUMPRODUCT ในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงโดยการคูณหลายอาร์เรย์ได้

ฟังก์ชัน SUMPRODUCT จะใช้งานได้ง่ายกับอาร์เรย์ที่มีขนาดเดียวกัน แต่คุณยังสามารถใช้ฟังก์ชัน SUM ใน สูตรอาร์เรย์ ถ้าคุณต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ให้ดูบทความ ฟังก์ชัน SUMPRODUCT

โดยทั่วไปแล้ว สี่ฟังก์ชันต่อไปนี้จะใช้เฉพาะในสถิติขั้นสูง หรือแอปพลิเคชันคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ดังนั้นจะมีเฉพาะคำอธิบายแบบย่อให้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดคลิกชื่อฟังก์ชันเพื่อไปยังหัวข้อการอ้างอิงโดยตรง

  • ฟังก์ชัน SUMSQ จะส่งกลับผลรวมของค่ายกกำลังของรายการตัวเลขหรือค่าในช่วง ตัวอย่างเช่น SUMSQ(2,3) จะส่งกลับมาเป็น 13

  • ฟังก์ชัน SUMX2PY2  จะเพิ่มผลรวมของค่ายกกำลังของค่าที่สอดคล้องกันในสองอาร์เรย์

  • ฟังก์ชัน SUMX2MY2  ส่งกลับผลรวมความแตกต่างของค่ายกกำลังของค่าที่สอดคล้องกันในสองอาร์เรย์

  • ฟังก์ชัน SUMXMY2  ส่งกลับผลรวมของค่ายกกำลังของความแตกต่างของค่าที่สอดคล้องกันในสองอาร์เรย์

ด้านบนของหน้า

กรณีพิเศษ (ผลรวมสะสม, ค่าที่ไม่ซ้ำ)

คุณสามารถใช้ฟังก์ชันเวิร์กชีตเพื่อสร้างผลรวมที่จะอัปเดตโดยอัตโนมัติเมื่อคุณเพิ่มข้อมูลลงในช่วงหรือตาราง หรือเมื่อต้องการเพิ่มเฉพาะค่าที่ไม่ซ้ำที่อยู่ในช่วงหรือตาราง

สร้างผลรวมสะสมโดยใช้ฟังก์ชัน

ใช้ฟังก์ชัน SUM ตัวอย่างเช่น สร้างส่วนหัวของคอลัมน์ในเวิร์กชีตที่ชื่อ เงินฝาก, ยอดถอน และ ยอดคงเหลือ

  1. ในเซลล์แรกภายใต้คอลัมน์ ยอดคงเหลือ ให้ใส่ยอดคงเหลือยกมาของคุณ

  2. ในเซลล์ที่อยู่ติดกับยอดคงเหลือของคุณทางด้านล่าง (ในกรณีนี้คือ C3) ให้ใส่สูตรที่เพิ่มค่าจากคอลัมน์เงินฝากในแถวเดียวกัน และลบค่าจากคอลัมน์ยอดถอน (=SUM(C2,A3,-B3)

  3. ลากสูตรนี้ลงในแถวใหม่ที่คุณเพิ่มแถวใดก็ได้ ในตัวอย่างต่อไปนี้ สูตรถูกลากไปยังแถวที่ 4

    ถ้าคัดลอกตัวอย่างไปใส่ไว้ในเวิร์กชีตเปล่า จะทำให้เข้าใจตัวอย่างได้ง่ายยิ่งขึ้น

    วิธีการคัดลอกตัวอย่าง

    • สร้างเวิร์กบุ๊กหรือเวิร์กชีตเปล่า

    • เลือกตัวอย่างในหัวข้อวิธีใช้

      หมายเหตุ: ไม่ต้องเลือกส่วนหัวของแถวหรือคอลัมน์

      การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้

      การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้

    • กด CTRL+C

    • ในเวิร์กชีต ให้เลือกเซลล์ A1 แล้วกด CTRL+V

    • เมื่อต้องการสลับระหว่างการดูผลลัพธ์กับการดูสูตรที่ส่งกลับผลลัพธ์ ให้กด CTRL+` (ตัวกำกับเสียงเกรฟ) หรือบนแท็บ สูตร ในกลุ่ม ตรวจสอบสูตร ให้คลิกปุ่ม แสดงสูตร

1

2

3

4

A

B

C

เงินฝาก

ยอดถอน

ยอดคงเหลือ

500

1000

625

=SUM(C2,A3,-B3)

1000

740

=SUM(C3,A4,-B4)

คุณสามารถใช้ยอดคงเหลือสะสมเมื่อคุณต้องการใช้ทะเบียนเช็คเพื่อดูค่าของรายการในเซลล์ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เมื่อคุณใส่รายการและค่าใหม่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูบทความ คำนวณยอดคงเหลือสะสม

ด้านบนของหน้า

เพิ่มค่าที่ไม่ซ้ำในช่วงโดยใช้สูตรผสม

ในคอลัมน์ ให้ใส่รายการของค่าที่มีรายการที่ซ้ำกัน แล้วใช้การผสมของฟังก์ชัน SUMIF และ FREQUENCY เพื่อเพิ่มเฉพาะค่าที่ไม่ซ้ำกันที่พบในช่วงดังกล่าว

สำหรับข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการชนิดนี้ ให้ดูส่วน "เพิ่มค่าที่ไม่ซ้ำ" ในบทความ เพิ่มตัวเลข

ด้านบนของหน้า

รวมค่าจากเวิร์กชีตหรือเวิร์กบุ๊กอื่นๆ ในสูตร

คุณสามารถเพิ่มหรือลบเซลล์หรือช่วงของข้อมูลจากเวิร์กชีตหรือเวิร์กบุ๊กอื่นๆ ในสูตร โดยรวมการอ้างอิงเหล่านั้น เมื่อต้องการอ้างอิงเซลล์หรือช่วงในเวิร์กชีตหรือเวิร์กบุ๊กอื่น ให้ใช้คำแนะนำในตารางต่อไปนี้

เมื่อต้องการอ้างอิงถึง:

ใส่ข้อมูลนี้

ตัวอย่าง

เซลล์หรือช่วงในเวิร์กชีตอื่นในเวิร์กบุ๊กเดียวกัน

ชื่อของเวิร์กชีตตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ ตามด้วยการอ้างอิงเซลล์หรือชื่อช่วง

Sheet2!B2:B4
Sheet3!ตัวเลขยอดขาย

เซลล์หรือช่วงในเวิร์กบุ๊กอื่นที่กำลังเปิดอยู่

ชื่อไฟล์ของเวิร์กบุ๊กในวงเล็บ ([]) และชื่อของเวิร์กชีตที่ตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ ตามด้วยการอ้างอิงเซลล์หรือชื่อช่วง

[MyWorkbook.xlsx]Sheet1!A7

เซลล์หรือช่วงในเวิร์กบุ๊กอื่นที่ไม่ได้เปิดอยู่

เส้นทางแบบเต็มและชื่อไฟล์ของเวิร์กบุ๊กในวงเล็บ ([]) และชื่อของเวิร์กชีตที่ตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ ตามด้วยการอ้างอิงเซลล์หรือชื่อช่วง ถ้าเส้นทางแบบเต็มประกอบด้วยอักขระช่องว่างใดๆ ให้กำกับจุดเริ่มต้นของเส้นทางและจุดสิ้นสุดของชื่อเวิร์กชีตด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์หนึ่งตัว (ดูตัวอย่าง)

['C:\My Documents\[MyWorkbook.xlsx]Sheet1'!A2:A5


ด้านบนของหน้า

การรวมและการลบค่าวันที่และเวลา

คุณสามารถใช้ฟังก์ชันวันที่และเวลา แม้แต่การเพิ่มหรือการลบเพื่อคำนวณเวลาที่ใช้ ประมาณวันที่โครงการเสร็จสิ้น และอื่นๆ ตารางต่อไปนี้จะแสดงสูตรบางสูตรที่คำนวณเวลาและวันที่ใช้ โปรดทราบว่า ถ้าคุณลบวันที่หรือเวลาที่มีผลลัพธ์เป็นค่าลบ Excel จะแสดงอักขระ ### ในเซลล์ที่มีสูตร

ถ้าคัดลอกตัวอย่างไปใส่ไว้ในเวิร์กชีตเปล่า จะทำให้เข้าใจตัวอย่างได้ง่ายยิ่งขึ้น

วิธีการคัดลอกตัวอย่าง

  • สร้างเวิร์กบุ๊กหรือเวิร์กชีตเปล่า

  • เลือกตัวอย่างในหัวข้อวิธีใช้

    หมายเหตุ: ไม่ต้องเลือกส่วนหัวของแถวหรือคอลัมน์

    การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้

    การเลือกตัวอย่างจากวิธีใช้

  • กด CTRL+C

  • ในเวิร์กชีต ให้เลือกเซลล์ A1 แล้วกด CTRL+V

  • เมื่อต้องการสลับระหว่างการดูผลลัพธ์กับการดูสูตรที่ส่งกลับผลลัพธ์ ให้กด CTRL+` (ตัวกำกับเสียงเกรฟ) หรือบนแท็บ สูตร ในกลุ่ม ตรวจสอบสูตร ให้คลิกปุ่ม แสดงสูตร

1

2

3

4

5

A

B

C

เวลาเริ่มต้น

เวลาสิ้นสุด

สูตรคำนวณเวลาที่ใช้

คำอธิบาย (ผลลัพธ์)

11:55:24 น.

14:48:13 น.

=B2-A2

แสดงเวลาที่ใช้เป็นชั่วโมง นาที และวินาที ในกรณีนี้ Excel จะแสดงผลลัพธ์ (2:52:49 น.) ในรูปแบบ "AM" เนื่องจากมีความแตกต่างน้อยกว่า 12 ชั่วโมง ถ้าความแตกต่างอยู่ที่ 12 ชั่วโมงหรือมากกว่า Excel จะแสดงรูปแบบ "PM"

วันที่เริ่มต้น

วันที่สิ้นสุด

สูตรคำนวณวันที่ใช้

คำอธิบาย (ผลลัพธ์)

5/28/2008

6/03/2008

=B5-A5

แสดงวันที่ใช้เป็นตัวเลข (6)

การทำงานกับค่าวันที่และเวลาทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด ดังนั้น ควรดำเนินการอย่างระมัดระวัง ดูบทความต่อไปนี้สำหรับข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้สูตรและฟังก์ชันเพื่อทำงานกับวันที่และเวลา

ด้านบนของหน้า

การแสดงการคำนวณบนแถบสถานะ

เมื่อเลือกเซลล์ตั้งแต่หนึ่งเซลล์ขึ้นไป รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลในเซลล์เหล่านั้นจะแสดงบนแถบสถานะของ Excel ตัวอย่างเช่น ถ้าเลือกเซลล์บนเวิร์กชีตของคุณ 4 เซลล์ และเซลล์เหล่านั้นประกอบด้วยค่า 2, 3 สตริงข้อความ (เช่น "cloud") และ 4 ค่าทั้งหมดต่อไปนี้อาจแสดงบนแถบสถานะพร้อมกัน: ค่าเฉลี่ย จำนวน จำนวนตัวเลข ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และผลรวม คลิกขวาที่แถบสถานะเพื่อแสดงหรือซ่อนค่าใดค่าหนึ่ง หรือค่าทั้งหมดนี้ ภาพประกอบต่อไปนี้จะแสดงค่าเหล่านี้

แถบสถานะแสดงการคำนวณและการนับของเซลล์ที่ถูกเลือก

หมายเหตุ: ใน Excel เวอร์ชันก่อนหน้า ค่าเดียวกันนี้สามารถแสดงบนแถบสถานะ แต่แสดงได้เพียงทีละหนึ่งค่าเท่านั้น

ด้านบนของหน้า

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

ยอดเยี่ยม! มีคำติชมอื่นๆ อีกหรือไม่

เราควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

ขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ!

×