วิธีการหลีกเลี่ยงสูตรที่ใช้งานไม่ได้

สิ่งสำคัญ:  บทความนี้เป็นการแปลด้วยเครื่อง โปรดดู ข้อจำกัดความรับผิดชอบ โปรดดูบทความฉบับภาษาอังกฤษ ที่นี่ เพื่อใช้อ้างอิง

เมื่อสูตรแสดงผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจหรือแสดงผลเป็นค่าที่ผิดพลาด ก็มักจะสร้างความหงุดหงิดให้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไรต่อไป

หลายสิ่งต่อไปนี้อาจจะยังไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น อาจมีวงเล็บไม่ตรงกัน การพิมพ์ผิด หรือการอ้างอิงไปยังข้อมูลในช่วงที่ไม่มีอยู่ วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดต่อไปนี้สามารถช่วยคุณป้องกันหรือแก้ไขข้อผิดพลาดทั่วไปได้ เมื่อคุณต้องสร้างหรือแก้ไขสูตร

ให้ทำตามหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดนี้

เมื่อต้องการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไป

ขึ้นต้นทุกฟังก์ชันด้วยเครื่องหมายเท่ากับ (=)

ถ้ารายการของคุณไม่ได้เริ่มด้วยเครื่องหมายเท่ากับ รายการนั้นก็จะยังไม่เป็นสูตร และจะไม่สามารถคำนวณผลลัพธ์ได้ นี่คือข้อผิดพลาดทั่วไปที่เกิดขึ้นได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณพิมพ์บางอย่างเช่น SUM(A1:A10), Excel Online จะแสดงสตริงข้อความ SUM(A1:A10) แทนที่จะประมวลผลลัพธ์ของสูตรออกมา ถ้าคุณพิมพ์ 11/2 คุณจะมองเห็นเป็นวันที่ เช่น 2-Nov หรือ 2/11/2009 แทนที่จะได้ผลลัพธ์ของการหาร 11 ด้วย 2

เพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ ในการพิมพ์สูตรให้เริ่มด้วยเครื่องหมายเท่ากับเสมอ ตัวอย่างเช่น พิมพ์ =SUM(A1:A10) และ =11/2

จับคู่วงเล็บเปิดและปิดทั้งหมดให้ตรงกัน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าวงเล็บทั้งหมดมีคู่ที่ตรงกัน ในสูตรที่ใช้ฟังก์ชัน แต่ละวงเล็บเปิดต้องจบลงด้วยวงเล็บปิดเพื่อให้ฟังก์ชันคำนวณผลได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น สูตร =IF(B5<0),"Not valid",B5*1.05) จะคำนวณผลไม่ได้ เพราะมีวงเล็บปิดสองอันและมีวงเล็บเปิดเพียงอันเดียว

สูตรที่ถูกต้องคือ =IF(B5<0,"Not valid",B5*1.05)

ใส่อาร์กิวเมนต์ที่จำเป็นให้ครบ

ฟังก์ชันส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีอาร์กิวเมนต์ อาร์กิวเมนต์คือค่าที่คุณจำเป็นต้องระบุเพื่อให้ฟังก์ชันคำนวณผลออกมาได้ มีเพียงไม่กี่ฟังก์ชัน (เช่น PI หรือ TODAY) ที่ไม่จำเป็นต้องมีอาร์กิวเมนต์ ตรวจสอบไวยากรณ์ของสูตรที่จะปรากฏขึ้นเมื่อคุณเริ่มพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับตามด้วยฟังก์ชัน เพื่อช่วยให้แน่ใจว่าคุณได้ใส่อาร์กิวเมนต์ที่จำเป็นทั้งหมด โดยไม่ขาดและไม่เกิน

ตัวอย่างเช่น ฟังก์ชัน UPPER จะยอมรับเฉพาะหนึ่งสตริงข้อความหรือการอ้างอิงเซลล์ให้เป็นอาร์กิวเมนต์ เช่น =UPPER("hello") หรือ =UPPER(C2)

นอกจากนี้ ฟังก์ชันบางฟังก์ชัน เช่น SUM ต้องการอาร์กิวเมนต์ที่เป็นตัวเลขเท่านั้น ในขณะที่ฟังก์ชันอื่น เช่น REPLACE ต้องการค่าของข้อความสำหรับอาร์กิวเมนต์อย่างน้อยหนึ่งรายการ ถ้าคุณใช้ชนิดข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางฟังก์ชันอาจแสดงผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดหรือแสดงข้อผิดพลาด #VALUE!

ใส่ตัวเลขที่ไม่มีการจัดรูปแบบลงในสูตร

อย่าใส่ตัวเลขที่จัดรูปแบบด้วยเครื่องหมายดอลลาร์ ($) หรือตัวคั่นทศนิยม (,) ลงในสูตร เนื่องจากเครื่องหมายดอลลาร์หมายถึงการอ้างอิงแบบสัมบูรณ์ และเครื่องหมายจุลภาคใช้เป็นตัวคั่นอาร์กิวเมนต์ในสูตร ตัวเลขที่จัดรูปแบบไม่สามารถใช้ในการคำนวณสูตรได้ แทนที่จะใส่ $1,000 ก็ให้ใส่ 1000 ลงไปในสูตร

ถ้าคุณใส่ตัวเลขที่จัดรูปแบบลงในอาร์กิวเมนต์ สูตรจะคำนวณออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด แต่ก็อาจคำนวณออกมาเป็น #NUM! error ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใส่สูตร =ABS(-2,134) เพื่อหาค่าสัมบูรณ์ของ -2134 Excel Online จะแสดงเป็น #NUM! error เพราะ ฟังก์ชัน ABS ยอมรับเฉพาะหนึ่งอาร์กิวเมนต์เท่านั้น

คุณสามารถจัดรูปแบบผลลัพธ์ของสูตรโดยการนำรูปแบบตัวเลขมาใช้ เช่น ให้มีตัวคั่นทศนิยม มีสัญลักษณ์สกุลเงินได้ แต่ต้องทำหลังจากที่คุณใส่สูตรโดยใช้ตัวเลขที่ไม่มีการจัดรูปแบบเสียก่อน

ตั้งค่าชนิดข้อมูลของเซลล์ให้ถูกต้อง

สูตรของคุณอาจไม่แสดงผลลัพธ์ที่คาดหวัง ถ้าชนิดข้อมูลของเซลล์ไม่สามารถใช้ในการคำนวณได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใส่สูตรง่ายๆ เช่นสูตร =2+3 ลงในเซลล์ที่ถูกจัดรูปแบบเป็นข้อความ Excel Online ก็จะไม่สามารถคำนวณข้อมูลที่คุณใส่ได้ คุณจะเห็นแต่ =2+3 อยู่ในเซลล์เท่านั้น

เพื่อแก้ปัญหานี้ ให้เปลี่ยนชนิดข้อมูลของเซลล์จาก ข้อความ เป็น ทั่วไป ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เลือกเซลล์

  2. คลิก หน้าแรก > ลูกศร รูปแบบตัวเลข แล้วเลือก ทั่วไป

  3. กด F2 เพื่อเปลี่ยนเซลล์ให้อยู่ในโหมดการแก้ไข และกด Enter เพื่อยอมรับสูตร

หากคุณใส่วันที่ลงไปในในเซลล์ที่มีชนิดข้อมูลเป็นตัวเลข เซลล์อาจแสดงเป็นค่าวันที่ที่เป็นตัวเลขแทนที่จะเป็นวันที่ เมื่อต้องการให้แสดงเป็นวันที่ให้เลือกรูปแบบ วันที่ในแกลเลอรี รูปแบบตัวเลข

ใช้เครื่องหมาย * เมื่อต้องการคูณตัวเลข

คุณอาจต้องการใช้ x เป็นตัวดำเนินการคูณในสูตร แต่คุณจำเป็นต้องใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) แทน

เมื่อคุณใช้ x ในสูตรของคุณ Excel Online จะไม่สามารถคำนวณผลลัพธ์และแสดงสูตรในเซลล์นั้น แต่จะแสดงเส้นขอบจุดประสีแดงรอบเซลล์นั้น เพื่อทำให้คุณทราบว่ามีข้อผิดพลาดในสูตร

ใช้เครื่องหมายอัญประกาศรอบข้อความในสูตร

ถ้าคุณสร้างสูตรที่ประกอบด้วยข้อความ ให้ใส่เครื่องหมายอัญประกาศล้อมรอบข้อความ

ตัวอย่างเช่น สูตร ="Today is " & TEXT(TODAY(),"dddd, mmmm dd") จะเป็นการรวมข้อความ "Today is " เข้ากับผลลัพธ์ของฟังก์ชัน TEXT และ ฟังก์ชัน TODAY และแสดงผลลัพธ์เป็น Today is Monday, May 30 ในเซลล์

ในสูตร "Today is " มีช่องว่างก่อนเครื่องหมายอัญประกาศปิด ซึ่งจะใส่พื้นที่ว่างตามที่คุณต้องการระหว่างคำว่า Today is และคำว่า Monday, May 30 ถ้าไม่มีเครื่องหมายอัญประกาศรอบข้อความ สูตรอาจแสดงผลลัพธ์เป็นข้อผิดพลาด #NAME?

ไม่ซ้อนฟังก์ชันเกินกว่า 64 ฟังก์ชันในสูตร

คุณสามารถผนวก หรือซ้อนฟังก์ชันลงในสูตรหนึ่งๆได้ถึง 64 ชั้น

ตัวอย่างเช่น สูตร =IF(SQRT(PI())<2,"Less than two!","More than two!") มีฟังก์ชัน 3 ชั้น คือ ฟังก์ชัน PI ซ้อนอยู่ภายในฟังก์ชัน SQRT ซึ่งซ้อนอยู่ในฟังก์ชัน IF อีกชั้นหนึ่ง

หลีกเลี่ยงการหารด้วยศูนย์

การหารเซลล์หนึ่งด้วยอีกเซลล์ที่มีศูนย์ (0) หรือไม่มีค่าจะแสดงผลลัพธ์เป็น #DIV/0! error

เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดนี้ให้ซ้อนการหารของคุณไว้ ภายในฟังก์ชัน IFERROR ตัวอย่างเช่น ใส่สูตรสองสูตรต่อไปนี้ในเซลล์ในเวิร์กชีต คือ

=IFERROR(3/0,0)

=IFERROR(3/7,0)

สูตรแรกจะให้ผลลัพธ์เป็น 0 เพราะฟังก์ชัน IFERROR รู้ว่าการหารด้วยศูนย์จะมีผลเป็นข้อผิดพลาด สูตรที่สองจะแสดงผลลัพธ์ของ 3/7 จะเห็นได้ว่าสูตรที่สองไม่แสดงผลเป็นข้อผิดพลาด เพราะไม่ได้หารด้วยศูนย์นั่นเอง

เพื่อให้การสร้างสูตรของคุณง่ายขึ้น คุณอาจต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับคำแนะนำและเคล็ดลับสำหรับสูตร

หมายเหตุ: ข้อจำกัดความรับผิดชอบของการแปลด้วยเครื่อง: บทความนี้มีการแปลด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการดำเนินการโดยบุคคล Microsoft จัดให้มีการแปลด้วยเครื่องนี้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษสามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการและเทคโนโลยีของ Microsoft เนื่องจากบทความมีการแปลด้วยเครื่อง อาจมีข้อผิดพลาดด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์หรือรูปประโยค

ขยายทักษะของคุณ
สำรวจการฝึกอบรม
รับฟีเจอร์ใหม่ก่อนใคร
เข้าร่วม Office Insider

ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

ขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ!

ขอขอบคุณสำหรับคำติชมของคุณ! เราคิดว่าอาจเป็นประโยชน์ที่จะให้คุณได้ติดต่อกับหนึ่งในตัวแทนฝ่ายสนับสนุน Office ของเรา

×